การทำใบขับขี่ในสหรัฐอเมริกา

สำหรับใบขับขี่ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นใบอนุญาติในการขับรถแล้ว โดยปกติใบขับขี่ก็สามารถใช้แทน ID สำหรับนักเรียนต่างชาติอย่างเราๆได้ด้วย พูดง่ายๆก็คือ ถ้าเพื่อนๆอยากจะไปเที่ยวผับ หรือเวลาซื้อของแล้วรูดการ์ดแล้วทางเจ้าหน้าที่ขอดู ID เราสามารถใช้ใบขับขี่แทนที่จะต้องมานั่งพก Passport ครับ

ในการทำใบขับขี่นั้นก็จะมีกฎระเบียนและขั้นตอนในแต่ละรัฐที่อาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง อย่างไรก็ตามโดยรวมแล้วน่าจะมีหลักปฏิบัติและขั้นตอนต่างๆที่คล้ายๆกัน ซึ่งเพื่อนๆสามารถเช็ครายละเอียดการเตรียมเอกสาร ขั้นตอนการสมัคร รวมถึงคู่มือการสอบของแต่ละรัฐได้จาก http://www.dmv.org/

อย่างไรก็ดี ผมขอยกตัวอย่างขั้นตอนคร่าวๆของการสอบใบขับขี่ในรัฐ Colorado เพื่อให้เพื่อนๆได้มองเห็นภาพและอาจจะมีทริคเล็กๆน้อยๆรวมถึงความรู้ทั่วไปแฝงไปด้วยก็แล้วกันนะครับ

ขั้นตอนการทำใบขับขี่

  1. เตรียมเอกสาร โดยเอกสารที่จำเป็นสำหรับการยื่นสมัครสอบใบขับขี่ได้แก่ Passport และ Social Security Number ในกรณีที่เพื่อนๆไม่มี SSN ก็ต้องไปที่สำนักงานเพื่อให้ทาง SSN Office ออกจดหมายรับรองว่าไม่มี SSN นะครับ
  2. หลังจากที่เตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็นำเอกสารไปยื่นที่ DMV ของเมืองที่เพื่อนๆอาศัยอยู่เพื่อขอสอบข้อเขียนครับ โดยก่อนสอบข้อเขียน ทางเจ้าหน้าที่ก็จะทำการตรวจเช็คตาบอดสี รวมถึงเรื่องอื่นๆด้วย ก็เหมือนเมืองไทยอะนะครับ ไม่มีอะไรพิเศษ

สำหรับการสอบข้อเขียนนั้นไม่จำเป็นต้องโทรไปจองล่วงหน้า โดยข้อสอบจะมีด้วยกันทั้งสิ้น 25 ข้อ และต้องทำถูกให้ได้มากกว่า 20 ข้อจึงจะถือว่าสอบผ่านครับ หลังจากที่เพื่อนๆทำข้อสอบเสร็จแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะเดินมาตรวจตรงนั้นเลยพร้อมทั้งเฉลยข้อที่เพื่อนๆทำผิดทั้งนี้หากเพื่อนๆสอบไม่ผ่านในครั้งแรก ก็สามารถสอบอีกครั้งได้ครับ ดังนั้นจึงควรพยายามจำคำตอบให้ได้มากที่สุดแม้ว่าข้อสอบจะมีหลายชุด ซึ่งแต่ละชุดก็จะมีคำถามที่แตกต่างกัน แต่ก็อาจจะมีคำถามที่ซ้ำกันบ้าง

หลังจากที่อ่านหนังสือคู่มือจบแล้ว ผมเชื่อว่าเราคงจำกันไม่ได้ทั้งหมด ผมเลยอยากจะขอเสนอวิธีการส่วนตัวที่ผมใช้นะครับ สำหรับหลักการเดาของผมก็คือจริงๆแล้วมันมีแค่สามชอยส์เองครับ ข้อนึงมันจะดู Extreme มากๆก็ตัดไป ทีนี้เหลือสองข้อก็พยายามเลือกชอยส์ที่ดูเหมือนว่าเค้าพยายามที่จะอธิบายให้เราฟัง แล้วก็ถ้าไม่รู้จริงๆก็เลือกข้อที่ยาวที่สุด สำหรับข้อที่เมคเซนซ์ที่สุดก็มักจะไม่ใช่ข้อที่ถูกต้องเสมอไป จริงๆแล้วเมื่อเราตัดชอยส์ที่มัน Extreme ออกไปแล้วโอกาสถูกมีมากถึง 50% แล้ว แต่ถ้าวันไหนดวงไม่ดีก็ตัวใครตัวมันนะครับ อย่างไรก็ตามผมอยากแนะนำให้เพื่อนๆพยายามจำรูปภาพรวมถึงพวกตัวเลขให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญเนื้อหาในหนังสือคู่มือนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะรู้ครับเนื่องจากที่อเมริกานั้นค่อนข้างเข้มงวดกับกฎระเบียบจราจรที ดังนั้นจึงอยากแนะนำให้เพื่อนๆพยายามอ่านหนังสือคู่มือและพยายามจำให้ได้มากที่สุดก็แล้วกันนะครับ

  1. หากเพื่อนๆสอบผ่าน ก็เตรียมตัวจ่ายเงิน 14$ เพื่อรอรับใบขับขี่ชั่วคราวหรือที่เรียกว่า Instruction Permit นั่นหมายความว่าเพื่อนๆสามารถที่จะขับรถได้ก็ต่อเมื่อมีคนที่มีใบขับขี่แบบปกตินั่งรถไปด้วย นอกจากนั้นจะต้องไม่มีคนนั่งด้านหลังด้วยครับ
  2. หากเพื่อนๆพร้อมที่จะสอบปฏิบัติแล้ว ก่อนที่จะสอบก็ต้องทำการโทรไปจองวันสอบก่อน โดยมีระยะเวลาในการสอบประมาณ 15 – 20 นาที ทั้งนี้การสอบปฏิบัตินั้นจะมีผู้นั่งให้คะแนนนั่งไปในรถไปกับเราด้วย และคอยหักคะแนนในสิ่งที่เราทำผิดพลาด นอกจากนั้นการสอบปฏิบัติไม่ได้สอบในบริเวณที่เค้ากำหนดไว้เหมือนเมืองไทยนะครับ การสอบจะต้องขับออกถนนจริงและไปตามเส้นทางตามที่ผู้คุมสอบบอกทางเราครับ

สำหรับการสอบปฏิบัตินั้น มีสิ่งที่ควรทราบ 3 เรื่องใหญ่ๆ ดังนี้ครับ

4.1 Stop Sign ถ้าเป็นบ้านเราผมก็คงขับผ่านอย่างไม่สนใจ แต่สำหรับ Stop Sign ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นถือเป็นสัญลักษณ์ต้องห้ามนั่นคือ ห้ามฝ่าฝืนโดยเด็ดขาด โดยเมื่อเราเห็นสัญลักษณ์ Stop Sign แล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็คือหยุดอย่างน้อย 3 วินาทีจึงค่อยไปครับ หากตำรวจเห็นว่าเพื่อนๆไม่หยุด ได้จ่ายเงินแน่นอนครับ และหากไม่หยุดในระหว่างที่สอบปฏิบัตินั้น ตกทันทีครับ

4.2 Speed Limit สำหรับการสอบนั้นควรที่จะพยายามรักษาระดับให้เท่ากับที่ Speed Limit กำหนด อย่าขับช้าเกินไปและอย่าขับเร็วเกินไป ทั้งนี้การขับควรแสดงให้ทางผู้คุมสอบเห็นว่าเรามีความมั่นใจในการสอบด้วยนะครับ มีเพื่อนชาวต่างชาติผมคนนึง ขับช้าเกินไป แล้วก็ดูตื่นเต้น แต่ทำตามที่ผู้คุมสอบบอกทุกอย่าง ปรากฏว่าสอบตกครับด้วยเหตุผลที่ว่าขาดความมั่นใจ และหากเพื่อนๆได้ขับจริงแล้วนั้น Speed Limit ถือเป็นกฎการขับรถอีกข้อนึงที่ต้องให้ความสำคัญครับ ทั้งนี้แล้วแต่รัฐและเมืองด้วยนะครับ อย่างปกติผมอยู่ Colorado ที่นี่จะเข้มงวดมากๆกับเรื่อง Speed Limit อาจด้วยภูมิประเทศที่ค่อนข้างอันตราย หากขับเกินจาก Speed Limit ประมาณ 10 Mile Per Hour (MPH) มีหวังได้เห็นแสงไฟตามหลังแน่นอน แต่เมื่อผมได้มีโอกาสไปเที่ยวแอลเอ รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากครับที่ผู้คนขับรถกันเร็วมากโดยที่ไม่โดนจับ โดยปกติก็เห็นขับเร็วกว่า Speed Limit ประมาณ 15 MPH กันซึ่งคงถือเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าให้เพื่อนๆขับตาม Speed Limit ไปก่อน แล้วเมื่อเคยชินแล้วจะเข้าเมืองตาหลิ่ว ก็คงไม่มีใครว่าอะไร

4.3 การเปลี่ยนเลน นอกจากจะต้องทำการเปิดไฟเลี้ยวแล้ว หากจะเปลี่ยนเลน เพื่อนๆต้องทำการชะโงกหันหลังไปมองด้านที่จะเปลี่ยนด้วย จะแค่ส่งชายตาขำเลืองกระจกหูช้างไม่ได้เหมือนเมืองไทยนะครับ แล้วที่นี่ฝรั่งเค้าก็ทำกันทุกคนจริงๆเป็นเรื่องปกติครับ

  1. หลังจากสอบเสร็จทางผู้คุมสอบก็จะบอกว่าเราผ่านหรือไม่ผ่าน หากเราผ่านก็เตรียมจ่ายเงิน 21$, สแกนลายนิ้วมือ และถ่ายรูปซึ่งสามารถฉีกยิ้มได้เต็มที่แล้วแต่จะพอใจนะครับ

 

 

ข้อปฏิบัติเมื่อถูกตำรวจจับ

เมื่อเราขับรถออกสู่ท้องถนนจริงๆแล้วนั้น หากรู้สึกว่ามีเสียงหวอพร้อมกับมีไฟกระพริบๆตามหลังเรามานั้น ให้รู้ไว้เลยครับว่าโดนเข้าให้แล้ว โดยสิ่งที่ต้องทำเมื่อพบเหตุการณ์แบบนี้ก็คือ

  1. ชะลอความเร็วและจอดรถเลียบข้างทาง
  2. ลดกระจกลง พร้อมทั้งเอามือทั้งสองข้างวางบนพวงมาลัย
  3. ตำรวจจะเดินมาคุยกับเราพร้อมแจ้งสิ่งที่เราทำผิด และขอใบขับขี่แล้วกลับไปที่รถตำรวจเพื่อทำการเช็คข้อมูล ช่วงนี้อาจจะใช้ระยะเวลาประมาณ 10 นาทีหรือมากกว่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญหลังจากจอดรถแล้วก็คือ ห้ามเดินลงจากรถโดยเด็ดขาด
  4. หลังจากที่เช็คประวัติเรียบร้อย ตำรวจจะเดินมาพร้อมกับใบสั่งและระบุจำนวนค่าปรับที่เราต้องไปจ่าย ซึ่งจะแตกต่างไปในแต่ละกรณี แต่ถ้ากรณีที่หนักๆเช่น ขับเร็วเกิน Speed Limit, ฝ่าสัญญาณไฟ, ฝ่าป้าย Stop Sign คงโดนปรับไม่ต่ำกว่า 100 เหรียญแน่นอนครับ ทั้งนี้อย่าไปต่อรอง, อวดเบ่ง หรือแม้จะคิดยื่นแบงค์ดอลล่าร์ให้เค้านะครับ ถ้าต้องการเถียงเราสามารถไปแก้ตัวได้โดยการขึ้นศาลครับ

อย่างไรก็ดีหากเพื่อนๆโดนตำรวจเรียกให้จอดนั้น ไม่จำเป็นเสมอไปนะครับที่เราจะต้องเสียเงิน เพราะในบางกรณีหากไม่เป็นกรณีที่รุนแรงอะไร ตำรวจจะทำการแค่ตักเตือนแล้วจดบันทึกข้อมูลแล้วจึงปล่อยเราไปครับ แต่หากทำผิดซ้ำอีกในกรณีเดียวกัน ก็คงโดนปรับเช่นเดียวกัน

Leave a Comment